วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่ 3 Google chrome

 Google Chrome




          Google Chrome คือ โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ (Web Browser) ที่ใช้สำหรับเปิดเว็บไซต์โดยมี Google เป็นผู้พัฒนา ปัจจุบันเป็นที่นิยมของผู้ใช้งาน Internet เป็นอย่างมากเพราะมีความปลอดภัยสูง มีโปรแกรมเสริมมากมาย โดยโปรแกรมเสริมเหล่านี้มีทั้งแบบ Download มาใช้งานได้ฟรี และแบบมีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังสามารถใช้บริการต่าง ๆ ที่ Google พัฒนาขึ้นได้อย่างหลากหลาย การเปิดหน้าเว็บเพจทำได้อย่างรวดเร็ว Google Chrome จึงเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว Google Chrome ยังมีการ Update อย่างสม่ำเสมอทำให้มีข้อบอกพร่องน้อยมาก ภาพด้านล่างเป็นภาพรวมของ Google Chrome 

ประวัติ Google Chrome


ประวัติ Google.com ประวัติ Google Google มาจากคำว่า Googol ซึ่งหมายถึงจำนวนทางคณิตศาสตร์ที่หมายถึงเลข 1 แล้วตามด้วยเลข 0 อีกหนึ่งร้อยตัว อันเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของบริษัทที่จะจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาล Google Inc. เป็นบริษัทมหาชนอเมริกัน มีรายได้หลักจากการโฆษณาออนไลน์ที่ปรากฎใน Search Engine ของGoogle , E-mail ,แผนที่ออนไลน์,ซอฟแวร์จัดการด้านสำนักงาน,เครือข่ายออนไลน์ และ วิดีโอออนไลน์ รวมถึงการขายอุปกรณ์ช่วยในการค้นหา Google สำนักงานใหญ่รู้จักกันในนาม Google plex ตั้งอยู่ที่เมือง เมาท์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนียโดยมีพนักงาน (นับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550) 16,805 คน โดย Google เป็นบริษัทอเมริกันที่ใหญ่ที่สุด ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของดัชนีดาวน์โจนส์ Google ก่อตั้งโดย แลย์รีย์ เพจ และ เซอร์เกย์ บริน ขณะที่ทั้งคู่ กำลังศึกษา อยู่ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งภายหลังทั้งคู่ได้ก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2541 ในโรงจอดรถของเพื่อน ที่เมนโลพาร์ค แคลิฟอร์เนีย และ มีการเสนอขายหุ้นใหม่ให้แก่ประชาชนครั้งแรกเมื่อ 19 สิงหาคม 2547 เพิ่มมูลค่าให้กับบริษัท 1.67 พันล้านเหรียญสหรัฐ และหลังจากนั้นทาง Google ได้มีการขยายตัวตลอดเวลาจากการพัฒนาซอฟแวร์ใหม่และการซื้อกิจการอื่นเข้ามา Google ได้ถูกจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่น่าทำงานที่สุดโดยนิตยสารฟอร์จูน ซึ่งมีคติพจน์ประจำบริษัท คือ Don’t be evil


แลรีย์ เพจ และ เซอร์เกย์ บริน ผู้ก่อตั้ง Google Google เริ่มก่อตั้งเมื่อ มกราคม 2539 จากโครงงานวิจัยสำหรับดุษฎีนิพนธ์ ของแลรีย์ เพจ และ เซอร์เกย์ บริน นักศึกษามหาวิทยาลัยปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จากสมมุติฐานของ Search Engine ที่สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเวปไซต์ มาจัดอันดับการค้นหาที่เรียกว่า เพจแรงก์ โดยชื่อ Search Engine ที่ตั้งมาในตอนนั้น ชื่อว่า Back Rub ตามความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลการลิงค์ย้อนกลับไป (Back Links) เพื่อวิเคราะห์ความสำคัญของแต่ละ เว็บไซต์ โดยเวปไซต์ที่มีเวปไซต์อื่นเข้ามาลิงค์มากที่สุด จะเป็นเวปไซต์ที่มีความสำคัญสูงสุด และ จะถูกจัดอันดับให้ดีกว่า โดยทั้งคู่ได้ทดสอบ Search Engine โดยใช้Server ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในชื่อ Domain ว่า Google.Standford.Edu และต่อมาได้จดทะเบียนบริษัทกูเกิล (Google Inc.) ในวันที่ 7 กันยายน 2541 และชื่อ Domain Google ได้ถูกจดทะเบียนเมื่อวันที่ 15 กันยายน ในขณะเดียวกันทั้งคู่ได้ลาพักการเรียน และใช้เวลาในการพัฒนาหาเงินทุนพัฒนาจากครอบครัว เพื่อนฝูง และ นักลงทุน เป็นจำนวนเงินกว่า 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมถึงเช็คเงินจาก แอนดี้ เบกโทลไซม์ ผู้ก่อตั้ง ซันไมโครซิสเตมส์ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 บริษัทได้ย้ายไปยังเมือง แพโลอัลโท ที่ตั้งของบริษัทคอมพิวเตอร์หลายแห่ง ซึ่งต่อมา Googleได้ย้ายบริษัทอีกครั้งไปยังเมือง เมาท์เทนวิว ไปยังสำนักงานใหญ่ในชื่อเล่นว่า Google Plex ซึ่งในปี 2543 Google ได้เปิดธุรกิจในส่วนโฆษณา ในชื่อ Adwords และ Adsense โดยเป็นการโฆษณาผ่านคำค้นหา ซึ่งทำให้ข้อความโฆษณาตรงกับความต้องการของผู้ค้นเนื้อหาในเวปไซต์ และสองส่วนนี้กลายเป็น ธุรกิจหลักของ Google ร่วมกับตัว Search Engine
พัฒนาการของ Search Engine ก่อนที่จะ เป็น Google ความต้องการในการใช้บริการ Search Engine มีการเติบโตขึ้นและ ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมถึง www. ซึ่งในยุคแรกของการใช้บริการ Search Engine Yahoo เป็นบริษัทแรกที่เข้ามามีบทบาท โดยการใช้ มนุษย์ในการจัดเรียงข้อมูล ต่อมาWebsite ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและ ได้ต่อมาเมื่อมีการคิดค้น เทคโนโลยี Alta vista ซึ่งเป็นเครื่องมือ Search อัตโนมัติผ่านทางโปรแกรม Spiders ซึ่งสามารถค้นหาสาระที่ต้องการโดยใช้วิธีการ Algorithms ซึ่งจัดลำดับหน้าข้อความที่เกี่ยวข้องโดยใช้พื้นฐานของคีย์เวิร์ดที่ซ้ำกันอ้างอิง Yahoo ได้ใช้ เทคโนโลยีนี้เป็น Search Engine จนกระทั่งในปี 1998 Alta Vista ได้ถูกแทนที่ด้วยInktomi ซึ่งมีความสามารถในการหาข้อมูลที่รวดเร็วกว่า Yahoo ใช้เทคโนโลยี ของ Inktomi จนกระทั่งในปี 1999 บริน และ เพจ ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินลงทุนจาก กองทุนSequoia และ Kliner ได้พัฒนา Google ขึ้นมา แทนที่ Inktomi โดย Google สามารถจัดการกับ web ในระบบ ได้ถึง 1,000 ล้านเวป จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ Google กลายเป็นผู้นำในด้าน Search Engine ซึ่งทำรายได้ให้กับบริษัทเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังส่งผลให้ Yahoo ตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ของ Google มาใช้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้น ของบริษัทนับตั้งแต่นั้นมาจัดตั้งบริษัทมหาชน ในวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ได้เปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชน โดยมีจำนวนหุ้นทั้งหมด 19,605,052 หุ้นที่ราคา 85 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น โดย 14,142,135 หุ้นได้มีการเปิดขายแก่ประชาชนโดย Google และ 5,412,967 โดยผู้ถือหุ้นขาย หุ้นของ Googleในช่วงขายหุ้นครั้งแรกมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงกว่า 200% ในช่วงปิดตลาดหุ้นวันแรกที่ได้ประกาศ เปรียบเทียบกับไป่ตู้ Search Engineของประเทศจีน มูลค่าเพิ่มขึ้น 354% ในช่วงปิดตลาดวันแรก และในเดือนตุลาคม 2550 หุ้นGoogle ได้ขึ้นไปอยู่ที่ 700 เหรียญสหรัฐ การซื้อกิจการ ตั้งแต่ปี 2544 กูเกิลได้เริ่มมีการซื้อบริษัทที่มีการพัฒนาในด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์เข้ามา ตัวอย่างบริษัทและผลิตภัณฑ์ที่มีการซื้อได้แก่ บล็อกเกอร์พัฒนาโดยไพราแล็บส์แพลตฟอร์มสำหรับให้บริการเขียนบล็อก ปีกาซาที่พัฒนาโดยไอเดียแล็บซอฟต์แวร์สำหรับดูไฟล์ภาพและวิดีโอ คีย์โฮลพัฒนาโดยบริษัทคีย์โฮลซอฟต์แวร์สำหรับดูภาพถ่ายผ่านดาวเทียมและภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกูเกิลเอิร์ธ เออร์ชินเว็บแอปพลิเคชันในการวิเคราะห์สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นแอนะลิติกส์ ไรต์รีเว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเอกสารสำนักงานออนไลน์ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของด็อกส์ สเก็ตช์อัปพัฒนาโดยแอตแลสต์ซอฟต์แวร์สำหรับวาดภาพสามมิติ ยูทูบเว็บไซต์ให้บริการแชร์วิดีโอออนไลน์ จอตสปอตเว็บไซต์สำหรับสร้างเว็บไซต์แนววิกิปัจจุบันใช้ชื่อไซต์ ดับเบิลคลิกบริษัทให้บริการโฆษณาออนไลน์ ไจกุเครือข่ายสังคมออนไลน์



ความสามารถ


           V8 JavaScript engine - ตัวประมวลผลจาวาสคริปต์ ซึ่งสามารถทำงานได้เร็วกว่าจาวาสคริปต์เอนจินของเว็บเบราว์เซอร์ตัวอื่น พัฒนาโดยกูเกิลเดนมาร์ก[73] โดยมี ลารส์ บัก เป็นวิศวกรหลัก
incognito mode (โหมดไม่ระบุตัวตน) - เล่นเว็บโดยไม่แสดงข้อมูลส่วนตัว โดยเมื่อปิดเบราว์เซอร์ โปรแกรมจะลบข้อมูลส่วนตัวในหน้าเว็บที่เข้าชมออก ไม่เก็บไว้ในระบบ


คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในตอนนี้ Google Chrome ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งเว็บบราวเซอร์ ที่กำลังเป็นที่นิยม สำหรับทั้ง ผู้ใช้บน PC หรือไม่เว้นแม้แต่ใน แท็บเล็ต เนื่องจากจุดเด่นในเรื่องของ ความเร็วในการโหลดเว็บเพจ และความสะดวกสบายในการใช้งาน นั่นเอง ซึ่งในวันนี้ ทีมงานได้มีการรวบรวมเอา เทคนิคการใช้งาน Google Chrome ที่น่าจะเป็นประโยชน์ สำหรับทั้ง มือใหม่ และ สำหรับบางท่านที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็น การดาวน์โหลด ส่วนเสริมต่างๆ (Extensions) หรือแม้แต่คีย์ลัด (สำหรับ PC) ที่จะช่วยให้เราใช้งานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย ลองมาดูกันครับว่า จะมีอะไรเด็ดๆ บ้าง
คุณสมบัติที่น่าสนใจ

- ช่องแถบสำหรับใส่ที่อยู่เว็บก็ใช้เป็นช่องค้นหาได้ด้วย
- สามารถตั้งเลือกค่าให้บุ๊คมาร์คในแต่ละเครื่องปรับตรงกันได้โดยอัตโนมัติ
- สามารถลากแท็บออกจากเบราว์เซอร์เพื่อสร้างหน้าต่างใหม่ และรวมหลายๆ แท็บไว้ในหน้าต่างเดียว
- แท็บทุกแท็บที่กำลังใช้ ทำงานอย่างอิสระในเบราว์เซอร์
- มีโหมดไม่ระบุตัวตนสำหรับการเข้าชมแบบส่วนตัว
- มีส่วนขยายให้เลือกติดตั้งเพิ่มลงไปตามต้องการ



คีย์ลัด บน Google Chrome
ก่อนที่จะไปถึงเรื่อง ส่วนเสริม หรือฟังก์ชั่นเด็ดๆของ Google Chrome นั้น เรามาเริ่มกันที่เรื่องง่ายๆกันก่อน เริ่มกันที่ คีย์ลัด บน Google Chrome เชื่อได้ว่า หลายๆท่านอาจจะเคยใช้ คีย์ลัด ที่เป็นของระบบปฏิบัติการ Windows มาบ้าง อย่างน้อยก็ Copy Paste (Ctrl + C , Ctrl + V) ที่น่าจะถูกใช้บ่อยสุด ซึ่งแน่นอนครับว่า มันช่วยในเรื่องของความเร็วในการใช้งาน และ บน Google Chrome ก็เช่นกัน หากเราสามารถใช้คีย์ลัดเหล่านี้ได้คล่อง ก็น่าจะช่วยให้เราใช้งาน Google Chrome ได้ดียิ่งขึ้นแน่นอน
Ctrl + N : ใช้สำหรับ เปิดหน้าต่าง Google Chrome เพิ่มอีกหนึ่งอัน (Open New Window)
Ctrl + T : ใช้สำหรับ เปิด Tab ใหม่ ในหน้าต่างเดิม (Open New Tab)
Ctrl + Shift + N : เปิด หน้าต่าง Google Chrome เพิ่ม ในโหมด Incognito
Ctrl + Shift + T : เปิด Tab ที่เคยปิดไปล่าสุด สูงสุด 10 Tab
ALT + F หรือ ALT + E : เปิดเมนูบาร์ Google Chrome
Ctrl + Shift + B : เปิด / ปิด แถบ Bookmark
Ctrl + H : เปิดดู History
Ctrl + J : เปิดดูรายการดาวน์โหลด
Shift + ESC : เปิด Google Chrome Task Manager เพื่อดูว่าหน้าไหนที่ทำให้ระบบช้า และเลือกปิดได้
สำหรับ Incognito Mode นั้น คือ โหมดส่วนตัว ซึ่งข้อมูลเว็บไซต์ที่เราเข้าด้วยโหมดนี้ จะไม่ถูกเก็บลง History นั่นเอง และนี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของจำนวน Shortcut ที่มีอยู่บน Google Chrome นะครับ และถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนเยอะจนไม่น่าจะจำได้ แต่ถ้าหากเราใช้บ่อยๆ ในทุกๆวัน ก็น่าจะชินไปเองครับ

ตั้งค่าหน้า Home ได้ตามใจ
บราวซ์เซอร์ทั่วไป อาจจะตั้งหน้า Home หรือหน้าแรก เมื่อเปิดบราวเซอร์ขึ้นมาได้แค่เพียงเว็บไซต์เดียว แต่ถ้าหากเรามีหน้าเว็บที่อยากตั้งเป็นหน้า Home มากกว่าหนึ่งล่ะ Google Chrome ช่วยคุณได้ ซึ่ง บน Google Chrome นั้นสามารถเพิ่มหน้า Home ได้มากกว่าหนึ่งหน้า ซึ่งเมื่อคุณเปิด บราวเซอร์ขึ้นมา ทุกเว็บที่คุณได้ต้ังค่าเอาไว้ จะถูกเปิดมาพร้อมๆกันในครั้งเดียว (แยก Tab) ซึ่งวิธีทำก็ไม่ยากเลยครับ เพียงแค่เราไปที่เมนู แล้วเลือก Setting หลังจากนั้นให้คลิกเลือกที่ Open a specific page or set of pages และเลือก Setpage ซึ่งในหน้า Setpage นี่เอง ที่เราสามารถเพิ่มเว็บไซต์ต่างๆได้ตามใจชอบ

ความคุม Google Chrome ให้ได้ดั่งใจ
สำหรับ Google Chrome นั้นยังมีหน้าพิเศษ ที่ให้เราสามารถเปิดปิด ความสามารถของ Google Chrome ได้อีกด้วย ซึ่งหากเราลองพิมคำว่า chrome://flags/ ลงไปในช่อง Address ตัวบราวเซอร์เอง ก็จะพามายังหน้า ที่ให้คุณเลือก เปิดปิดฟังก์ชั่นต่างๆได้ตามใจชอบ แต่การเปิดปิด ฟังก์ชั่นต่างๆนั้นอาจจะต้องระวังกันสักนิดนึงนะครับเพราะอาจจะทำให้การเข้าเว็บไซต์ได้ไม่สมบูรณ์เหมือนเดิมนั่นเอง หรือจะลองพิมคำว่า chrome://memory เพื่อดูการใช้งาน Memory ของเครื่อง ว่าใช้ไปมากน้อยแค่ไหน และ chrome://about ในหน้านี้ จะรวมคำสั่งและคีย์ลัดต่างๆเพิ่มเติมอีกมากมาย

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ใบงานที่ 2

Web browser หมายถึงอะไร
เว็บเบราว์เซอร์ (web browser) เบราว์เซอร์ หรือ โปรแกรมดูเว็บ คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเวบที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาเอชทีเอ็มแอล (html) ที่จัดเก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือระบบคลังข้อมูลอื่น ๆ โดยโปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ






การทำงานของเว็บบราวเซอร์
การทำงานของบริการ WWW
 นี้จะมีลักษณะเช่นเดียวกันกับบริการอื่นๆ ของอินเทอร์เน็ต คืออยู่ในรูปแบบไคลเอ็นต์-เซิร์ฟเวอร์ (client - server) โดยมีโปรแกรมเว็บไคลเอ็นต์ (web client) ทำหน้าที่เป็นผู้ร้องขอบริการ และมีโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ (web server) ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ โปรแกรมเว็บไคลเอ็นต์ก็คือโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (web browser) นั่นเอง สำหรับโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์นั้นจะถูกติดตั้งไว้ในเครื่องของผู้ให้บริการเว็บไซต์ การิดต่อระหว่างโปรแกรมเว็บบราวเซอร์กับโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์จะกระทำผ่านโปรโตคอล HTTP (Hypertext Transfer Protocol) 








จากรูปเป็นการทำงานของเว็บเพจที่ฝังสคริปต์ภาษา PHP ไว้ (ขอเรียกว่า ไฟล์ PHP) เมื่อเว็บบราวเซอร์ร้องขอไฟล์ PHP ไฟล์ใด เว็บเซิร์ฟเวอร์จะเรียก PHP engine ขึ้นมาแปล (interpret) และประมวลผลคำสั่งที่อยู่ในไฟล์ PHP นั้น โดยอาจมีการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล หรือเขียนข้อมูลลงไปยังฐานข้อมูลด้วย หลังจากนั้นผลลัพธ์ในรูปแบบ HTML จะถูกส่งกลับไปยังบราวเซอร์ บราวเซอร์ก็จะแสดงผลตามคำสั่ง HTML ที่ได้รับมา ซึ่งย่อมไม่มีคำสั่ง PHP ใดๆ หลงเหลืออยู่ เนื่องจากถูกแปลและประมวลผลโดย PHP engine ที่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ไปหมดแล้ว 
     ให้สังเกตว่าการทำงานของบราวเซอร์ในกรณีนี้ไม่ต่างจากกรณีของเว็บเพจธรรมดาที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้เลย เพราะสิ่งที่บราวเซอร์ต้องกระทำคือ การร้องขอไฟล์จากเว็บเซิร์ฟเวอร์ จากนั้นก็รอรับผลลัพธ์กลับมาแล้วแสดงผล ความแตกต่างจริงๆ อยู่ที่การทำงานทางฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งกรณีหลังนี้ เว็บเพจที่เป็นไฟล์ PHP จะผ่านการประมวลผลก่อน แทนที่จะถูกส่งไปยังบราวเซอร์เลยทันที
     การฝังสคริปต์ PHP ไว้ในเว็บเพจ ช่วยให้เราสร้างเว็บเพจแบบ dynamic ได้ ซึ่งหมายถึงเว็บเพจที่มีเนื้อหาสาระและหน้าตาเปลี่ยนแปลงไปได้ในแต่ละครั้งที่ผู้ใช้เปิดดู โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆ เช่น ข้อมูลที่ผู้ใช้ส่งมาให้ หรือข้อมูลในฐานข้อมูล เป็นต้น







 ตัวอย่างเว็บเบราว์เซอร์

  1. Google chrome
 2. Internet Explorer
3.  Mozilla Firefox